Col_04_15 ตกลงเราผ่านวิกฤตมาได้อย่างไร
หลังจากผ่านเรื่องน้ำท่วม ตอนนี้ก็กำลังเตรียมตัวเพื่อตั้งรับ ณ ตำบลกระสุนตก ภายใต้กฏอัยการศึก เรียกว่า ครบทุกรูปแบบของภัย ทั้งจากธรรมชาติ และจากพวก คนชาติชั่ว ++!
ช่วงนี้ พอได้เจอผู้คนก็ถูกถามว่า “เป็นไงบ้าง” พอเล่าไปว่าไปทำอะไรมา คำตอบที่ได้ยินบ่อย
“หากเกิดอีกน่าจะเก่งนะ เพราะผ่านมาเยอะ”
เอ่อ ตรรกะ นี้เป็นจริงไหม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพยายามถอดบทเรียน จนมีคำล้อว่า “ถอดแล้ว จะได้ใช้กี่โมง” น้ำท่วมมา 3 รอบแล้วทำไมยังแก้ไม่ได้ หรือ [เรื่องนี้ผมไม่รู้นะ] ว่า แม่ทัพที่เคยรบมาหลายครั้ง จะรบได้เก่งขึ้นหรือไม่
คำถามนี้วนเวียนในหัวมาหลายรอบ เพราะเหมือนว่า มีอีกเสียงในหัวผมว่า
“ไม่อะ ไม่ว่าแน่ว่าว่าเจอปัญหาครั้งใหม่ สิ่งที่เคยทำและมีประสบการณ์มา
จะช่วยทำให้ผลลัพธ์ แตกต่าง”
ครับ ผมไม่เชื่อ
เช้าวันนี้ เปิดอ่าน Substack.com ในหน้า feed มี post นึงสะดุดตา
ผมอ่านแล้ว สะดุด เลยคิดตาม
แต่
ก่อนที่จะบอกว่า คิดว่าอะไร คือ กระบวนการคิดของผม คือ มันไม่ค่อยเป็นระบบ แทนที่ผมจะตั้งใจคิดสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ ผมกลับทนไม่ได้ ไปหาว่า ใครเขียน แล้วเขียนที่ไหน ได้ความมาว่า คนเขียนคือ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) เป็นนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงระดับโลก และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ผลงานของเขาดูเหมือนว่า เข้าชิง Noble Prize หลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับรางวัล
หน้าตาเขาประมาณนี้ และมีคำพูดคมบาดใจ เช่น
สำหรับผม นี่มัน Stoic นี่นา
คือพอค้นชื่อเขาใน Subtract ก็มีคำบาดใจมาให้อ่านมากมาย ตัวเขาเองก็น่าสนใจไม่น้อย
Haruki Murakami’s daily routine:
Wake up early
Make cup of coffee
Write for five or six hours
Afternoon: Nap, read books, listen to music
Run for 1 hour
เจ๋ง อะ
หลังจากพอรู้จักและชื่นชมเขาพอสมควรแล้ว ผมก็ไปค้นต่อว่า คำที่พูดถึงข้างบนมาจากหนังสืออะไร มาจากเล่มนี้ครับ
Kafka on the Shore เป็นนวนิยายที่ผสมผสานแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) เรื่องราวการก้าวข้ามกาลเวลา (coming-of-age) และนำเสนออภิปรัชญา เนื้อเรื่องจะเล่าสลับไปมาระหว่างตัวละครหลักสองตัวที่เดินทางคู่ขนานกันไป:
คาฟกา ทามูระ: เด็กชายวัย 15 ปีที่ตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพื่อหลีกหนีคำสาปจากพ่อ และออกตามหาแม่กับพี่สาวที่หายตัวไป เขาได้พบที่พักพิงในห้องสมุดส่วนตัวแห่งหนึ่งในเมืองทาคามัตสึ ซึ่งนำไปสู่การเดินทางอันเหนือจริงและการสำรวจตัวตนภายใน
ซาโตรุ นากาตะ: ชายชราผู้มีปัญหาทางสติปัญญาและอ่านหนังสือไม่ออก หลังจากเกิดเหตุการณ์ลึกลับในวัยเด็ก แต่เขามีความสามารถพิเศษในการพูดคุยกับแมวได้ การเดินทางของเขาเริ่มต้นจากการช่วยตามหาแมวที่หายไป ซึ่งในที่สุดเส้นทางของเขาก็มาบรรจบกับเรื่องราวของคาฟกาอย่างคาดไม่ถึง
ในนวนิยายเรื่อง Kafka on the Shore ภาพสะท้อนถึงแก่นแท้ของการก้าวข้ามบาดแผลทางจิตใจ (trauma) และกระบวนการเปลี่ยนแปลงตนเอง (transformation) ประเด็นหลักของเรื่องคือการค้นหาตัวตน ความหมายของโชคชะตา การเติบโต และพลังของจิตใต้สำนึก
ผมคงไม่ สปอย์ หนังสือ แต่ได้ขอให้ NoteBookLLM ช่วย สรุปเป็น VDO ให้ในตอนท้าย
แต่ ผมสนใจเรื่อง “พายุ”
“พายุ” บาดแผลและจุดเปลี่ยน
ประโยคที่ Murakami เขียน มันชวนให้คิด ว่า ตอนที่อยู่ท่ามกลางพายุ เราแทบไม่รู้เลยว่า เราคิดเราเลือก เราตัดสินใจอย่างไร ถึงได้ผ่านมาได้
แต่เชื่อได้ว่า ตัวเรา คนก่อนเจอพายุ กับหลังเจอพายุ เราไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
ทำให้มองว่า “พายุ” เป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์วิกฤต ความสูญเสีย หรือบาดแผลทางจิตใจที่รุนแรง เหตุการณ์เหล่านี้ทำลาย “แผนที่” ชีวิตที่เราคุ้นเคย ทำให้เรารู้สึกไร้ที่พึ่งและสับสน
ในนวนิยาย: ตัวละครเอกทั้งสองคนเผชิญกับ “พายุ” ของตัวเอง คาฟกาหนีจากบ้านเพื่อหลีกหนีคำสาปและโชคชะตาที่โหดร้าย ส่วนนากาตะต้องรับมือกับเหตุการณ์ในวัยเด็กที่พรากความทรงจำและความสามารถทางสติปัญญาไป
“และเมื่อพายุสงบลง คุณจะไม่จำได้เลยว่าคุณผ่านมันมาได้ยังไง...” สื่อถึงลักษณะของบาดแผลที่ทำให้ความทรงจำปกติถูกบิดเบือนหรือสูญหายไป แต่ผลลัพธ์ของการเผชิญหน้ากับมันคือการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงตนเอง (Transformation): เกิดใหม่หลังวิกฤต
ความสามารถในการฟื้นตัว (resilience) และการเปลี่ยนแปลงตนเอง ไม่ใช่การกลับไปเป็นคนเดิม แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะใช้ “เข็มทิศภายใน” ที่เหลืออยู่เพื่อนำทางชีวิต
“คุณจะไม่ใช่คนเดิมที่ก้าวเข้ามา”: นี่คือหัวใจสำคัญของแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงหลังบาดแผล (post-traumatic growth) การผ่านพายุบังคับให้ตัวตนเดิมสลายไปและเกิดตัวตนใหม่ที่แข็งแกร่งหรือแตกต่างออกไป นากาตะกลายเป็นคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงและเชื่อมโยงกับโลกแห่งสัญชาตญาณได้ (ในหนังสือบอกว่า คุยกับแมว ซึ่งอาจจะเป็นนัยยะว่า ทำงานกับจิดตใต้สำนึก) ในขณะที่คาฟกาค้นพบตัวตนที่แท้จริงและความกล้าหาญที่จะกำหนดชีวิตของตัวเอง
การเชื่อมโยงกับผู้อื่น (Connection): ความยืดหยุ่นทางจิตใจไม่ได้เกิดขึ้นภายในตัวคนเดียว แต่ต้องการ “เสียงสะท้อน” จากผู้อื่น ทั้งคาฟกาและนากาตะต่างต้องพึ่งพาความสัมพันธ์แปลกๆ กับตัวละครอื่น ที่คอนเตือน ให้มุมมอง (โอชิมะ, ซากุระ) เพื่อช่วยให้พวกเขารอดพ้นและค้นพบความหมายใหม่
โดยสรุป วิกฤตคือสิ่งที่กำหนดตัวเราใหม่ และแม้เราจะลืมรายละเอียดความเจ็บปวดไป แต่บทเรียนจากการเอาชีวิตรอดจะเปลี่ยนเราไปตลอดกาล
เปลี่ยน ไปในทางที่ดีขึ้น หรือ อาจจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงก็ได้
อะไรจะช่วยให้เราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ ผู้นำทั้งหลายที่นำพาตัวเองและทีมฝ่าพายุ
ภาวะผู้นำในยามวิกฤตของ มิติทางจิตวิทยาและอารมณ์เป็นสำคัญ แตกต่างจากการจัดการวิกฤตแบบเดิม ที่เน้นแค่ตรรกะและแผนปฏิบัติการที่ชอบถอดบทเรียนกัน
ผมคิดว่า การทำ Refecltion ทั้งกับตัวเอง และให้เพื่อนช่วย จะทำให้ความเจ็บปวดของการผ่านพายุ ไม่เสียเปล่า และเราจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในทางที่ดีขึ้น
หากทำได้ จะพบว่าหัวใจสำคัญคือการเป็น “ผู้นำที่รอบคอบและมีสติ” (Reflective Leader)ที่เข้าใจทั้งตัวเองและผู้อื่น โดยจะส่วนประกอบสำคัญของของผู้นำในยามวิกฤต มีประมาณนี้
ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence - EI): ผู้นำต้องมีความตระหนักรู้ในตนเอง (self-awareness) เพื่อรู้จักอารมณ์ ความแข็งแกร่ง และจุดอ่อนของตัวเอง และสามารถจัดการอารมณ์ตนเองได้ (self-management) เพื่อรักษาความสงบและสมาธิในยามที่สถานการณ์วุ่นวาย
ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy): ผู้นำต้องมีความตระหนักรู้ถึงผู้อื่น (awareness of others) และสามารถเข้าใจความกังวล ความกลัว และความต้องการของทีมงานได้ การแสดงความเห็นอกเห็นใจช่วยสร้างความสัมพันธ์และการจัดการความสัมพันธ์ (relationship management) ที่แน่นแฟ้น สร้างความไว้วางใจ และทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ (psychological safety)
การสื่อสารที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ: ในยามวิกฤต ผู้คนต้องการความมั่นใจและทิศทาง การสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และสม่ำเสมอ จะช่วยลดความกังวลและความไม่แน่นอนในองค์กรได้
มองอนาคตเชิงบวก: ผู้นำจำเป็นต้อง “คิดไปข้างหน้า” บนความเป็นไปได้ที่น่าเชื่อถือสำหรับอนาคต เพื่อสร้างแรงจูงใจและความหวัง นำพาทีมงานให้ก้าวผ่านความยากลำบากไปได้
การตระหนักรู้ถึง “โรงละครภายใน” (Inner Theater): ผู้นำต้องเข้าใจว่าปฏิกิริยาของตนเองต่อวิกฤตอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์หรือบาดแผลในอดีต (เช่น แนวโน้มที่จะควบคุมทุกอย่างเพราะอยากเด่นดัง, การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เลยไม่ตัดสินใจอะไร เพราะกลัวผิดใจ) การเข้าใจกลไกป้องกันตนเองเหล่านี้ช่วยให้ผู้นำตอบสนองต่อสถานการณ์ตามความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ใช่จากอารมณ์หรือปฏิกิริยาอัตโนมัติ
ความกล้าหาญและการตัดสินใจ: ในบางครั้ง ผู้นำต้องมีความกล้าที่จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและทันท่วงที
กล่าวโดยสรุป ภาวะผู้นำในยามวิกฤตไม่ได้เกี่ยวกับ อำนาจสั่งการ ด้วยตรรกะ หรือ ตามแผนปฏิบัติการ เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับความสามารถในการนำพาผู้คนด้วย สติปัญญา (wisdom), การไตร่ตรอง (reflection), และความกล้าหาญ (courage) โดยให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพและอารมณ์ของผู้คนเป็นศูนย์กลาง
ปีนี้กำลังจะผ่านไป ผมก็ผ่านมาหลายพายุ เอาเข้าจริงๆ ก็อยู่มานานขนาดนี้ ก็คงหนีไม่พ้น ทั้งลูกใหญ่ ลูกน้อย มีทั้งรอดมาได้สบายๆ และเกือบเอาตัวไม่รอด สะบักสะบอม แต่ก็ไม่เคยมีมุมมองคิดทบทวนตัวเองว่า วันก่อนเจอพายุ กับวันที่พายุผ่านพ้นไปแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร กับตัวเราบ้าง พอมาอ่านเรื่องนี้ ทำให้ได้คิดว่า
“พายุภายใน หนักหนา กว่าพายุภายนอก”
ความปั่นป่วนในใจต่างหากที่ พัด ซัด ถาโถม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วมันเพิ่มความ รุนแรงแบบฉับพลันแทบทุกครั้งที่มีพายุภายนอกเข้ามากระหน่ำ ซึ่งตอนนั้นผมมัวแต่ไปจดจ่อต่อพายุข้างนอก มองไม่เห็น พายุภายใน สุดท้ายความปั่นป่วนของมัน ส่งผลต่อการตัดสินใจ และแน่นอน ต่อผลลัพท์ด้วย
และช่วงผ่านพายุ(ภายนอก) ความเจ็บปวด เกิดขึ้นแน่นอน อย่างที่ Murakami บอกไว้
“Pain is inevitable,…….
แต่เขาทิ้ง ท้าย
……. Suffering is Optional”
ขอให้ทุกท่าน สามารถก้าวผ่านพายุภายใน เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ทรมาน และ transform ตนเองได้อย่างสมบูรณ์
ก้อง
ตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้ายของปีนี้ และพบกันปีหน้าครับ สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าครับ
เรื่องย่อ 6 นาที ของหนังสือนะครับ





การเดินทางของ ชีวิต ( ของผมเอง ) ช่วงต้นๆ มันก็ เหมือน ถูกขีดไว้ครึ่งนึงต้องเดินตามไป อีกครึ่งนึง ก็เกิดจากการตัดสินใจของตัวเอง ตอนนั้น
ช่วง หลัง ( 55 up ) นี่ กำหนดเอง มากกว่า เดินตามที่ขีด
ของลุงหมอ นี่ พ้มว่า ลุงถือ ไม้อันนึงขีดแล้วเดินตามที่ขีด มาตั้งแต่ หนุ่มๆ แล้วแหละ
“Pain is inevitable,…….
แต่เขาทิ้ง ท้าย
……. Suffering is Optional”
ชอบท่อนนี้มากๆครับ จะพยายามลด suffer น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับฮ่าๆ